บทที่ 7 มู่หานฉันต้องการแยกออกจากบ้านมู่
ในระหว่างที่ซูเหยาได้รอฉินเจียวเอาเงินมาให้ตนอยู่ เธอก็ได้หันไปพูดกับมู่หานที่กำลังสำรวจลูกชายหญิงของตน
“ฉันต้องการแยกออกมาจากบ้านมู่อย่างเด็ดขาด คุณทำให้ได้ไหม” ซูเหยาพูดพร้อมกับมองหน้าสามีในนามของตน ที่ตอนนี้ได้ยืนขึ้นมาประสานสายตากับเธอแล้วอย่างหนักแน่น
“ผมเองก็เคยคิดจะแยกบ้านออกมาเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่มีเงินซื้อที่ดินและเงินสำหรับสร้างบ้าน ไหนจะที่นาอีก ถ้าเราย้ายออกมาจะหาเงินที่ไหนไปเช่าที่ทำกินกัน” มู่หานเขาพรั่งพรูคำพูดในสิ่งที่เขาเคยคิดเอาไว้ออกมา
“คุณตอบฉันได้ไหมตอนนี้ปีอะไร” ซูเหยาถามในสิ่งที่ตนสงสัย เนื่องจากในนิยายไม่ได้กล่าวเอาไว้ เธอรู้แต่เพียงว่าสถานที่แห่งนี้เป็นโลกที่อ้างอิงมาจากเดิมเพียงเท่านั้น
“คุณเป็นอะไรไป ไม่ใช่ว่าโดนแม่และพี่สะใภ้ตีหัวหรอกนะ แม้แต่วันเดือนปีก็หลงลืมเสียหมด ปีนี้เป็นปี 1965 ยังไงล่ะ” มู่หานบอกกับภรรยาสาวในนาม
ซูเหยาเมื่อได้ยินสิ่งที่มู่หานพูด เธอถึงกับอยากจะต่อว่าระบบเสียจริง ที่บังคับส่งเธอมาอยู่ในช่วงก่อนปีการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงปีข้างหน้า
“ฉันมีเงิน คุณรีบไปขอซื้อที่ดินกับลุงผู้ใหญ่บ้านซะในตอนนี้และเรื่องที่ดินทำกินคุณไม่ต้องห่วง ฉันจะหาทางออกเอง” ซูเหยาพูดขึ้นอย่างตัดสินใจเด็ดขาด
‘เรื่องที่ดินทำกินจะไปคิดมากทำไมล่ะ เพราะตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปหลังการปฏิวัติจะต้องทำงานร่วมกัน โดยไม่แบ่งที่ทำกินของใครเป็นของใคร และยังถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีก
สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องแยกบ้านให้ได้ ไม่อย่างนั้นปีหน้าจะทำอะไรก็ลำบากมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอน’ ซูเหยาพูดกับตนเองในใจ
มู่หานเมื่อเห็นว่าภรรยาของตนสีหน้าไม่สู้ดี ตัวเขาก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” มู่หานถามซูเหยาด้วยความเป็นห่วง
“นี่เงิน แล้วหล่อนจะต้องไม่ไปแจ้งทางการแล้วนะ” ฉินเจียวพูดพร้อมกับรีบส่งเงินไปที่ซูเหยาด้วยความโมโห
“ผู้ใหญ่บ้านคะ ครอบครัวของฉันต้องการแยกบ้านและตัดขาดออกจากบ้านมู่ค่ะ” ซูเหยาเมื่อเธอรับเงินมาแล้วจึงพูดออกมาเสียงดัง
“หล่อนอยากจะแยกบ้านอย่างนั้นเหรอ ก็ดีออกไปเลยแล้วอย่าซมซานกลับมากันนะ” เสียงพูดแหลมสูงของฉินเจียวดังขึ้น พร้อมกับทำหน้าเย้ยหยัน เพราะเธอคิดว่าคนพวกนี้จะต้องไม่มีที่ไปอย่างแน่นอน
“ไม่กลับอย่างแน่นอนค่ะ เพราะฉันจะให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ช่วยเป็นพยานในการตัดขาดครั้งนี้ด้วย” ซูเหยาก็พูดใส่หน้าแม่สามีอย่างหนักแน่น
“มู่หานว่ายังไง” ผู้ใหญ่บ้านฉีอันหันไปถามความเห็นของมู่หานที่ยืนนิ่งอยู่
“ตกลงครับ รบกวนลุงผู้ใหญ่ช่วยดูที่สำหรับปลูกบ้านให้ผมด้วย และก็ทำเรื่องหนังสือตัดขาดด้วยครับ” มู่หานพูดขึ้นหลังจากที่เขาตัดสินใจได้
‘ลองเชื่อใจซูเหยาดูสักครั้งก็แล้วกัน เพราะดูเหมือนว่าในตอนนี้เธอจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ’ มู่หานคิดกับตนเอง
“จิวเหลียน หล่อนไปตามคนที่บ้านมู่มาให้หมด เพราะเราจะตัดขาดกับพวกหมาตาขาวเหล่านี้ให้สิ้นซาก เป็นตายร้ายดีจะได้ไม่ต้องมายุ่งกัน
ฉันจะบอกให้แกรู้เอาไว้นะว่า แซ่มู่ของตระกูลฝั่งสามีฉันก็จะไม่ให้แกใช้ เพราะแกมันเป็นแค่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น” ฉินเจียวพูดออกอย่างเย้ยหยัน
มู่หานที่เขาเองก็พอรู้และระแคะระคายเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กอยู่บ้าง เมื่อมาได้ยินความจริงในตอนนี้เขาถึงกับพูดไม่ออกและรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด
ตั้งแต่ยังเด็กเขาก็ทนความลำบากทุกอย่างเพื่อทำให้ทุกคนในครอบครัวได้กินอิ่ม นอนอุ่น ยกเว้นแต่ตัวเองที่ต้องไปนอนซุกกองฟางเก่า ๆ กลิ่นอับชื้น หาของป่ากินไปวัน ๆ
“คุณไม่ต้องคิดมากไปหรอกค่ะ พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวของคุณก็จริง แต่ว่าคุณยังมีลูกอีกสองคนและฉันที่เป็นครอบครัวของคุณ พวกเราไปสร้างครอบครัวของเรากัน” ซูเหยาพูดปลอบใจพระเอกของเรื่อง
มู่หานเมื่อเขาได้ยินถ้อยคำที่จริงใจของภรรยาและมองไปที่ลูก ๆ ของตน เขาเองก็คิดตามและก็ได้คลายความเศร้าลง ‘ใครไม่ต้องการเขาก็ช่าง แต่เขายังมีลูกและเมียอยู่’
ตอนนี้ครอบครัวมู่ก็พากันมาครบทุกคนแล้ว นำโดยมู่จางที่เป็นเจ้าบ้านคนปัจจุบัน ซูเหยาเพิ่งจะได้เห็นคนที่เก็บมู่หานออกมาจากป่าก็วันนี้แหละ
“มู่หานลูกคิดดีแล้วอย่างนั้นเหรอ” มู่จางที่ยังคงมีความรักให้กับมู่หานอยู่บ้าง ถามออกมาอย่างเป็นกังวล
เขาเองก็รู้ถึงความผิดของตนเช่นกัน ที่ทำเป็นหลับหูหลับตามาตลอดปล่อยให้บ้านลูกชายคนรองถูกรังแกอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเป็นอาของมู่หานแท้ ๆ
แต่เขาไม่สามารถดูแลลูกชายเพียงคนเดียวของพี่ชายตามที่รับปากเอาไว้กับพี่ชายได้เลย ตอนนี้เขาก็คงจะต้องบอกความจริงออกมาเสียแล้ว
“แซ่มู่ มู่หานจะยังคงใช้เหมือนเดิม” เสียงของมู่จางยังพูดไม่ทันจบ เสียงเล็กแหลมของฉินเจียวก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ได้มันเป็นลูกที่คุณเก็บมาเลี้ยงนะ จะให้มันมาใช้แซ่ร่วมกับพวกเราทำไมกัน คนไม่มีญาติพี่น้องแบบมันจะเป็นลูกหลานโจรหรือเปล่าก็ไม่รู้”
เพี๊ยะ! ยังไม่ทันที่ฉินเจียวจะพูดจบฝ่ามือของมู่จางก็ตบลงบนใบหน้าของหล่อน ตอนนี้ฉินเจียวรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากที่สามีตบหน้าเธอต่อหน้าคนมากมาย
“หล่อนเป็นบ้าหรือไง ฉันจะบอกว่าแท้จริงแล้วมู่หานเป็นหลานชายของฉัน เขาเป็นลูกของพี่มู่ไห่ พี่ชายของฉันที่ตรอมใจเพราะแม่ของมู่หานหนีไปต่างหาก” เสียงดังที่ออกมาจากปากของมู่จางทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับงุนงงในเรื่องนี้
‘ที่แท้เรื่องราวที่นักเขียนไม่ได้ระบุไว้กำลังจะถูกเปิดเผย’ ซูเหยาคิด และเธอรู้สึกว่ากำลังเป็นผู้ชมละครเรื่องหนึ่งที่มีปมอยู่แบบชิดขอบสนาม
“คุณโกหก” ฉินเจียวเองก็ยังไม่ยอมแพ้ จึงได้แผดเสียงออกมา ถ้าเป็นเรื่องจริงการที่เธอถูกตบก็เพราะไปด่าบรรพบุรุษของเขาแน่ ๆ
“ไหนนายบอกว่ามู่ไห่กับครอบครัวไปทำงานที่เมืองหลวงไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมมันมากลายเป็นแบบนี้” ฉีอันเขาอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้จึงได้ถามออกมา
“ทุกคนรู้ใช่ไหมว่าพี่ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนละหมู่บ้าน และตอนนั้นพี่มู่ไห่ก็ไปอยู่ที่นั่นโดยไม่ได้กลับมา มีอยู่วันหนึ่งได้มีคนมาบอกกับผมว่ามู่ไห่ต้องการพบ ผมก็เลยได้ตามชายคนนั้นไปและก็เห็นสภาพพี่ชายผมไม่สู้ดีนัก เขาได้ฝากเด็กที่เพิ่งจะเกิดได้ไม่กี่เดือนเอาไว้กับผม ซึ่งก็คือมู่หานนี่แหละ
ตอนนั้นเขาไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องความอัปยศของตน เขาจึงบอกกับผมว่าให้บอกกับทุกคนว่าได้เก็บเด็กคนนี้มาเลี้ยง ผมเองจึงได้รับปากออกไป
เขายังให้เงินกับผมมาจำนวนหนึ่ง กับหินก้อนหนึ่งที่สลักชื่อมู่หานเอาไว้” มู่จางเล่าออกมาพร้อมกับหยิบหินแบนก้อนที่ว่าออกมาส่งให้มู่หานด้วย
‘หยกนี่นา’ ซูเหยาที่ยืนอยู่ข้างมู่หานมองเห็นของสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจนอุทานในใจ
มู่จางได้ส่งสิ่งของชิ้นนี้ให้กับมู่หาน เมื่อมู่หานได้เห็นของชิ้นนี้ที่ระบุชื่อตนเอาไว้อย่างชัดเจน เขาถึงกับตาแดงก่ำเหมือนกับคนจะร้องไห้ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอย่างน้อยเขาก็มีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองอาจจะจากไปแล้วก็ตาม
“แล้วตอนนี้มู่ไห่อยู่ที่ไหน” ฉีอันก็ได้ถามคำถามออกมาอีก
“ตายแล้วครับ หลังจากที่ผมรับมู่หานกลับมา ผู้ชายคนเดิมก็มาบอกกับผมว่า พี่มู่ไห่ออกเรือไปในทะเลตามลำพัง แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย” มู่จางเองก็รู้สึกเจ็บปวดกับการจากไปของพี่ชายอยู่ไม่น้อย
“มู่หานเมื่อได้รับรู้ความจริงแล้ว ลูกยังจะคิดแยกบ้านอยู่อีกหรือเปล่า” มู่จางถามกับหลานชายที่เขาเองก็รู้สึกผิดที่เมียของตนทำแต่เรื่องร้ายกาจใส่อยู่ตลอดออกมา
“แยกครับ และผมจะขอตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับบ้านของอาอีกแต่สำหรับอาที่มีบุญคุณกับผม เอาไว้ผมจะหาทางตอบแทนทีหลัง” มู่หานพูดขึ้นอย่างคนที่ตัดสินใจดีแล้ว
มู่จางที่ได้ยินว่ามู่หานเรียกเขาว่าอาก็รู้สึกสะท้านในอกอยู่ไม่น้อย เขาผิดเองที่ปล่อยให้ลูกชายคนเดียวของพี่ชายต้องโดนเอาเปรียบอยู่ตลอด
และไม่ใช่แค่ลูกเท่านั้น แม้กระทั่งเด็กที่ไม่รู้เดียงสาสองคนก็โดนรังแกไปด้วย ตอนนี้เมื่อมู่หานรู้ความจริงจะเรียกเขาว่าอาแทนที่จะเป็นพ่อมาตลอดยี่สิบปีก็ไม่ผิด
“ในเมื่อลูกตัดสินใจดีแล้ว เราก็มาทำเรื่องให้เรียบร้อยกันเถอะ” มู่จางพูดขึ้นมาในที่สุด
“ที่ดินตอนนี้เหลือที่ดินติดกับป่าไห่หนานนะ และก็อยู่สุดหมู่บ้านเลย นายจะยังเอาอยู่ไหม” ฉีอันพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ เพราะที่ดินที่ดีก็มีคนจับจองกันตั้งนานแล้ว
“ตกลงค่ะ ผู้ใหญ่คิดค่าที่ดินเท่าไรคะ” ซูเหยาถามขึ้นเธออยากจะไปให้ไกลจากหมู่บ้านเหมือนกัน เธอคิดจะล้อมรั้วให้สูงและปลูกบ้านแบบธรรมดา
เพราะถ้าเกิดการปฏิวัติ บ้านมุงกระเบื้องจะถูกเพ่งเล็งเป็นอย่างมาก ทนอยู่อย่างให้เห็นว่าลำบากดีกว่าจะเรียกความยุ่งยากให้ตามมาทีหลัง
อดทนเอาหน่อยอีกแค่สิบปีเดี๋ยวมันก็ผ่านไป คนที่รู้ล่วงหน้าแบบเธอจะต้องเปลี่ยนแปลงชะตาของตนได้สิ
แต่จะให้ไปบอกคนอื่นนะเหรอฝันไปเถอะ หากมีคนคิดร้ายก็คงจะได้จับเธอไปเผาทั้งเป็นพอดี บอกตามตรงเหยาไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้น
“ซูเหยา...ซูเหยา คุณต้องการที่แค่ไหนลุงฉีอันถาม” มู่หานที่เห็นอาการนิ่ง ๆ ของซูเหยา เขาจึงได้เรียกซูเหยาออกมาเสียงดัง
“อะแฮ่ม คือไม่ทราบว่าราคาเท่าไรหรือคะ” ซูเหยาถามราคาออกมา
“ที่ตรงนั้นมีอยู่สิบหมู่ หมู่ละห้าหยวน รวมกับค่าดำเนินการก็เป็นห้าสิบห้าหยวน เธอพอจะซื้อได้ไหม” ฉีอันก็พูดราคาออกมา ตอนนี้ค่าแรงคนงานทั่วไปส่วนใหญ่ก็อยู่ที่วันละไม่กี่เหมาเพียงเท่านั้น
และที่ดินส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านปลูกบ้านก็เป็นที่ดินดั้งเดิมมาแต่บรรพบุรุษกันทั้งสิ้น มู่จางเมื่อได้ยินราคาที่ดินที่ฉีอันพูดเขาก็นึกขึ้นมาได้ ที่ดินของพี่ชายของเขาก็มีอยู่ยังที่แห่งนี้เหมือนกัน
“ผู้ใหญ่บ้านแล้วที่ดินของมู่ไห่ล่ะ ยังอยู่หรือเปล่า” มู่จางถามกับฉีอันออกมา โดยที่ไม่ได้มองไปทางเมียของตนที่กำลังทำสีหน้าไม่พอใจอยู่ในตอนนี้
“เดี๋ยวฉันดูก่อนนะ ยังอยู่ เป็นที่ติดกับป่าไห่หนานนั่นแหละ ก็อยู่ติดกับที่ดินที่ฉันบอกไปเมื่อกี้ด้วย มีห้าหมู่
พอดีเลย ฉันจะได้ทำเรื่องเปลี่ยนชื่อให้เป็นของมู่หานไปด้วย ตอนนี้เธอสองคนว่ายังไงกัน ยังจะเอาที่ดินที่บอกขายอยู่หรือเปล่าล่ะ
ถ้าเงินไม่พอก็ไม่ต้องซื้อหรอกนะ เพราะลุงคิดว่าที่ของมู่ไห่ก็พอสร้างบ้านและยังมีพื้นที่เหลือด้วย” ฉีอันพูดออกมาด้วยความปรารถนาดีกับครอบครัวนี้
“หนูซื้อค่ะ นี่เงินค่ะคุณลุง ที่ดินที่หนูซื้อลุงช่วยใส่เป็นชื่อของเด็กสองคนนี้เลยนะคะ” ซูเหยารีบพูดออกมาพร้อมกับยื่นเงินให้กับผู้ใหญ่บ้าน
“ได้ ๆ พรุ่งนี้ลุงจะรีบเข้าไปที่อำเภอแต่เช้า แล้วจะเอาทะเบียนบ้านมาให้ด้วย” ฉีอันพูดออกมาอย่างตกใจกับการกระทำที่รีบร้อนของซูเหยา
“ลุงผู้ใหญ่คะ ตอนนี้เราก็มาทำหนังสือตัดขาดเถอะค่ะ พรุ่งนี้ลุงจะได้เอาไปยื่นทีเดียว” ซูเหยาพูดเรื่องสำคัญที่สุดออกมาหลังจากเรื่องที่ดินเรียบร้อยแล้ว
